
ถึงเยสเขร้,
โอเค คือ เยสเขร้ต้องรอชั้นวาดรูปประกอบน่ะนะ ถึงจะลงได้...
แล้วชั้นก็วาดเสร็จตั้งแต่ห้าทุ่มน่ะนะ....แต่เยสเขร้แม่มก็ไปนอนซะแล้ว /ทรุด
เลยมานั่งเปลี่ยวอัพพรีวิวก่อนตอนเช้าๆ....
จากพี่เมี๊ยวเอง
ถึงพี่เมี๊ยว,
.....ก็คือพี่เมี๊ยวแม่มอัพตอนตี 4 แต่อิฮั้นตื่น 6 โมงเช้า.........ก็เลยนั่งส่องกล้ามไปก่อน พี่เมี๊ยวมัวแต่เสื่อมเรื้อนทั้งคืนอ่ะดิถึงไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เดี๋ยวก็ได้ภาคต่อนิยาย"ฉัน, โต๊ะและเก้าอี้"หรอก ขยันสร้างจังเลยนะละครเนี่ยมีกี่เรื่องแล้ว ทั้งสิงห์คร้าม กินทาเมี่ยน บ้านทรายทอง ซีเอ็มบลูส์ ฯลฯ อีกมากมาย เพิ่มค่าแรงให้ซักทีเหอะ ไม่มีตังกินข้าว ได้แต่แทะบ๊วยเค็ม อั้วะเบื่อเลี้ยวววววว
อ้าวเผลอสปอยล์เรื่องต่อไปไปซะแล้ว ช่างแม่ม ทำเป็นไม่เห็นและกันนะ
จาก เยสเขร้ ที่รักของพี่เมี๊ยว
*คำเตือน*
*โปรดใส่แว่นกันแดด 3 มิตินี้เพื่ออรรถรสในการรับชม(กล้ามและกันแดด)*
>>รับแว่นที่นี่<<
*เอนทรี่นี้ตัวอักษรเยอะแม่กกกกกกกกกกกกกกกกก แต่จงอ่านซะ*

ณ ดินแดนอันใกล้นี้.........
มีตำบลเล็กๆ นามว่า “โคกเพิงกะดิน” ตั้งตระหง่านอยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ในจังหวัด “อ้ายเดน” ซึ่งมีพรหมแดนติดกับจังหวัด “เด็ดมอด” และจังหวัด “โสนแดน” (สะ - โหน - แดน) สำหรับตำบลอื่นๆ แล้ว โคกเพิงกะดินนี้เป็นเพียงตำบลธรรมดาไม่เด่นดังไม่มีชื่อในด้านใดๆ มากมาย
แต่ในตำบลนี้เอง มีหมู่บ้านที่เป็นกำลังสำคัญในการส่งออกบุคลากรอันมีคุณภาพมากมายอยู่สี่หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านขนุนนาง หมู่บ้านเปิบ หมู่บ้านอัดสวิง หมู่บ้านปลาชุม
หมู่บ้านขนุนนางนั้นเป็นหมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าสร้างรายได้ให้แก่โคกเพิงกะดินมากที่สุด โดยเฉพาะกิจการของเศรษฐีใหญ่คนหนึ่งประจำหมู่บ้าน นั่นคือนายจรัสแสง เปล่งประกายเจิดจ้า กับธุรกิจโซล่าร์เซลของเขา ไม่ใกล้ไม่ไกลนักเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านอัดสวิง เป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องวัสดุทำคานกั้นน้ำ หน้าฝนทีไรมักจะแห้งตลอด แถมยังเป็นหมู่บ้านที่เงินหมุนดี แต่สองหมู่บ้านนี้เขาไม่ค่อยจะถูกกันสักเท่าไหร่นัก มักจะหาเรื่องตีกันอยู่เสมอๆ เป็นที่น่าหนักใจของหมู่บ้านใกล้เคียงมาก
หมู่บ้านเปิบนั้นขึ้นชื่อเรื่องคานเช่นเดียวกับหมู่บ้านอัดสวิง แต่เป็นคานบนหลังคาให้คนนั่งแทน เป็นหมู่บ้านที่ชอบหาความรู้ด้านอาหารมีโอท๊อปเป็นอาหารตะขาบแปรรูปทุกรูปแบบ ส่วนหมู่บ้านปลาชุมขึ้นชื่อเรื่องฝอยทองหมักสูตรแม่นางเสน่ห์นา ว่ากันว่าเมื่อได้ลิ้มรสแล้วจะไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก แถมยังมีสรรพคุณพิเศษคือหมักหัวนมเป็นสีขาวนวลอมชมพูได้อีกด้วย
และในโคกเพิงกะดินนี้เอง.....ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง.....
“พ่อออออออ ข้าไปยิงกบที่เด็ดมอดก่อนล่ะ”ชายหนุ่มรูปงามวิ่งพรวดลงจากบ้านไม้สักอย่างหรูก่อนใส่แว่นกันแดดแล้วหันไปยกมือมาไหว้บิดาที่ออกมายืนส่ง

“เออไอ้ไพร เดินทางดีๆ ล่ะ”

จรัสแสง เปล่งประกายเจิดจ้า โบกมืออวยพรให้ลูก.....ชาย....เดินทางไปอย่างปลอดภัย ไพร สี่วาประนมมือไหว้รับพรแล้วขี่ม้าเดินทางผ่านหมู่บ้านทั้ง 4 เขาเห็นคนมากมายเดินทำกิจวัตรของตนเองอย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ
เขาคงจะคิดถึงที่นี่แน่ แต่การออกไปยิงกบกับสหายในเด็ดมอดและโสนแดนนั้นก็เป็นโอกาสที่หายากเสียยิ่งกว่าหายาก ยิ่งพวกเขาไม่มีโอกาสได้เจอกันมานาน ยิ่งทำให้ไพรอยากจะออกไปเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนรักใจจะขาด เขาควบม้าไปตามทางจนกระทั่งพ้นจากจังหวัดอ้ายเดนไป
ไพรขี่ม้าเดินทางผ่านเส้นทางที่ตนชำนาญไปเรื่อย จนกระทั่งมาถึงเกือบสุดชายแดนจะเข้าสู่จังหวัดเด็ดมอด...แต่ทางแถวนี้เปลี่ยนไปเสียแล้ว....เขาจำไม่ได้ว่าต้องไปอย่างไรต่อ ครั้นจะใช้โทรศัพท์โทรถามเพื่อนๆ ก็ไม่ได้เพราะในเรื่องยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เข้าบวกกับผู้กำกับไม่อนุญาตให้พกเครื่องมือสื่อสารเข้าฉาก ไพรตัดสินเข้าเดินลัดเลาะเข้าป่าไปเผื่อจะโชคดีเจอทางไปต่อได้

ทางในป่านี่มันไม่น่าไว้ใจเลย.......
แต่เดินเข้ามาไกลแล้ว......และยังหาทางออกไม่เจอ....ทำยังไงดี
เสียงอีกาหรือนกอะไรซักอย่างร้องดังขึ้น ไพรสะดุ้งน้อยๆ แล้วปลอบทั้งตัวเองและม้าว่ามันเป็นแค่นก....มันเป็นแค่นก....และก็มีแค่เสียงดังกรอบแกรบอย่างกับอะไรซักอย่างเดินผ่านใบไม้แห้งในป่าไปอีกเสียงเท่านั้นเอง.....
ห้ะ....อะไรล่ะที่เดินผ่านไปมาในป่าวังเวงแบบนี้

เขาชักใจเสีย.....ปลอบตัวเองว่าไม่มีอะไร...ไม่มีอะไร.....ป่านี้มีเพียงเขาและพวกสัตว์เท่านั้น.....ไม่มีหรอกเงาตะคุ่มๆ ที่คล้ายคนจากหลังต้นไม้ที่ผ่านมาเมื่อครู่นี้.....
เอ๊ะ..............หรือว่ามี...?

ไพรตัดสินใจลงจากหลังม้า แล้วเดินย้อนกลับไปยังจุดที่ตนสงสัย...คนบ้าที่ไหนจะมาอยู่ในป่าแห้งแล้งแบบนี้ได้.....

กุเจอกล้ามพ่อคร้ามแล้วววววววววววววววว
เขาชะโงกหน้าอ้อมไปหลังต้นไม้เจ้าปัญหาแล้วเห็นคนๆ หนึ่งนอนพิงต้นไม้อยู่อย่างสงบ ดูจากลักษณะที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงแบบนี้แล้ว ไพรคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา บางทีอาจจะเป็นทหารของเมืองไหนซักเมืองมานอนเล่นแถวนี้ก็เป็นได้
เขาโน้มตัวลงไปใกล้ชายหนุ่มคนนั้น ก้มลงมองใบหน้าเข้มดูดีของอีกคน เขาเห็นชายคนนั้นหลับตาพริ้มแม้ผมสีดำกระเซอะกระเซิงจะปรกทั้งหน้ารอยบากไว้ ชายผิวคล้ำเข้มคนนี้นุ่งเพียงโสร่งสีกรมท่าไว้เท่านั้น ร่างของเขาแน่นิ่งไม่ไหวติง มีเพียงจังหวะไหวไหล่จากการหายใจเบาๆ ที่ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่
หรือผีมันจะเก่งคิดวิธีมาหลอกเราให้เราตายใจว่ามันเป็นคน......ไพรคิด....ตกลงว่านายคนนี้ตายรึยังนะ
“ยังไม่ตาย...”
เหยดเขร้ มันตอบกลับมาได้ด้วยหว่ะ....

ร่างสูงลุกขึ้นยืนประจันหน้าไพร เขามองตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาไม่ยินดียินร้ายก่อนแค่นหัวเราะออกมา “เอ็งมาทำอะไรในป่าคนเดียวแบบนี้ล่ะ”
“อ้อ...ข้ากำลังหลงทาง หาทางไปเด็ดมอดอยู่ เจ้ารู้จักทางแถวนี้รึเปล่า” ไพรเห็นว่าคนๆ นี้น่าจะช่วยเขาได้จึงตัดสินใจถาม
“รู้สิ...ป่านี้คือบ้านของข้า ข้ารู้ทางเข้าออกตรอกซอกในนอกหมดละ....”เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ว่าแต่เอ็งนี่หน้าคุ้นๆ นะ”
“อ้อ....”ไพรร้อง “ข้าคือไพร สี่วา ลูกชายของจรัสแสง เปล่งประกายเจิดจ้า เศรษฐีใหญ่แห่งหมู่บ้านขนุนนางในโคกเพิงกะดินไงล่ะ”เขากล่าวแนะนำอย่างเสร็จสรรพ เขาอาจจะคิดไปเองหรือเปล่าไม่รู้ที่ได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของชายตรงหน้า ร่างกำยำนั้นจูงม้าของไพรมาให้เขาขี่ก่อนเดินจูงนำทางไป
“ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย เจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน”
“ข้าชื่อคร้าม ชำนาญฟัน”ชายคนนั้นตอบเรียบๆ “เป็นคนแถวนี้แหละ”
“ไอ้แถวนี้นี่มันยังไงกันฮึ ทำอาชีพอะไรน่ะ”ไพรรู้สึกว่าชื่อของอีกฝ่ายคุ้นๆ แต่นึกไม่ออก แต่ไร้การตอบรับจากคร้าม เขานั่งบนหลังม้านิ่งๆ พลางชมบรรยากาศรอบตัว ป่านี้เป็นป่าอะไรไม่อาจทราบได้ เขารู้แต่เพียงว่าเป็นป่าเล็กๆ ที่คงจะใกล้กับเด็ดมอดแล้ว ใบไม้สีส้มแดงไหวเบาๆ ร่วงหล่นลงพื้นให้นายคร้ามเหยียบกรอบแกรบไปตามทาง จนทั้งคู่เดินออกจากป่าไปเจอน้ำตกเล็กๆ

“นี่เป็นแม่น้ำเลียบทางไปเด็ดมอด ตามมันไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าเด็ดมอดได้เอง”คร้ามเอ่ยเบาๆ ไพรมองผ่านน้ำสะอาดใสแจ๋วเห็นปลาเล็กปลาน้อยแหวกว่ายไปจนถึงก้นแม่น้ำเลยทีเดียว เขากำลังจะลงจากหลังม้ามาขอบคุณคร้ามแต่กลับต้องชะงักด้วยความตกใจที่อีกฝ่ายขึ้นหลังม้ามานั่งด้วยแล้วควบฝ่าน้ำใต้น้ำตก ทะลุไปโผล่ที่ป่าอีกฝั่งหนึ่ง ไพรเห็นกระท่อมไม้ถูกสร้างอย่างหยาบๆ ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก คร้ามควบม้าไปหยุดตรงหน้ากระท่อมนั้นแล้วโดดลงอย่างสง่างาม กึ่งอุ้มกึ่งฉุดมือให้เขาลงมาจากหลังม้าแล้วพาเข้าไปในบ้าน คร้ามพาไพรนั่งลงบนฟูกแล้วออกไปนอกบ้าน
ชั่วครู่เขาได้ยินเสียงม้าของเขาร้องดังลั่นจึงรีบวิ่งออกไปดูด้วยอารามตกใจ

แต่ช้าไป....ม้าของเขาห้อตะบึงหนีไปด้วยความตกใจแล้ว คร้ามหันมายิ้มเยาะเขาก่อนหัวเราะหึ

อ........อะไรกัน..........
......หรือว่า.............?

“ไพรเอ้ย.....”ไพรนึกย้อนไปหาพ่อจรัสแสง “ตอนนี้ไอ้โจรป่าสิงห์คร้ามที่โหดเหี้ยมและทารุณกำลังออกอาละวาด เจ้าต้องระวังตัวเองดีๆ นะ(ข้าเสียดายความสาวของเจ้ามาก) ข้าเป็นห่วงเจ้าไอ้ลูกรัก”
“ขอบคุณครับพ่อ....แต่ไอ้วงเล็บนั่นมันคืออะไรหรอครับ.....”
“วงเลิบวงเล็บอะไร เจ้าตาฝาดแน่ๆ เอาเป็นว่าถ้าเจอไอ้สิงห์คร้ามละก็ ทรัพย์สมบัติมีเท่าไหร่ก็ให้มันเถอะ อย่าไปเสียดาย ห่วงชีวิตตัวเองดีกว่า”
................หรือนี่....จะเป็นไอ้โจรใจบาปที่พ่อพูดถึง.....
ไม่ทันได้เอ่ยปาก โจรป่าคว้าร่างของเขากลับเข้าไปในบ้านแล้วล่ามตรวนไว้ที่ข้อเท้าอย่างรวดเร็ว เขายังไม่ทันได้ขัดขืนแบบในสคริปที่เขียนและแบบในละครไทยที่เคยดูด้วยซ้ำ คร้ามนั่งประจันหน้ากับไพรแล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย

“ไอ้ไพร สี่วา......ขอบใจจริงๆ ที่โผล่มาให้ปล้นถึงที่บ้านข้า เอ็งจะเป็นถุงเงินถุงทองให้กับข้า สิงห์คร้ามผู้นี้นี่เอง วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“”ข่าวด่วนข่าวด่วนนนนนนนนนนนนนนนนนน ไอ้สิงห์คร้ามมันจับตัวคนไปเรียกค่าไถ่อีกแล้ววววววววววว ไข่ปิ้ง ไข่ย่าง ไข่เจียว ไข่ดาว มันยอดมากกกกกกกกกกก”นายไข่ กัดติง พ่อค้าขายไข่เข็นรถซาเล้งตัวเองประกาศข่าวไปด้วยโฆษณาสินค้าตัวเองไปด้วย

“อะไรนะ?!!”ชาวบ้านแถวนั้นร้องด้วยความตกใจ “ไอ้โจรคร้ามมันเอาอีกแล้วเรอะ”
“ตะกี้ใครว่าอะไรไอ้โจรป่านั่นนะ”เสียงขรึมดังขึ้นสยบทุกความเคลื่อนไหว ชายร่างสูงมาดนิ่งเดินเข้ามาใกล้นายไข่ กัดติงผู้เริ่มแพร่กระจายข่าว จ้องตาเขม็งแล้วถามซ้ำอีกครั้ง “เจ้าว่าอะไรนะ”
“เอ่อ......อ่า......จนท.สินเสีย ลอดสี่รู...”นายไข่เรียกด้วยความเกรง “ตะ..ตะ...ตะกี้.....ข้าบอกว่า.........ข...........ข.............ไข่ปิ้ง ไข่ย่าง ไข่เจียว......”
“ไม่ใช่ประโยคนั้นสิคะ”ตำรวจสาวนางหนึ่งเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาข้างๆ จนท.สินเสีย “เรื่องของสิงห์คร้ามน่ะค่ะ”
“อ๋อ........บอกว่าสิงห์คร้ามันจับคนเรียกค่าไถ่อีกแล้วครับ โน่นแหน่ะ”นายไข่ชี้ไปทางศาลากลางเมือง “ข้าเห็นมีข้อความเขียนไว้อาทิตย์ที่แล้วเลยไปอ่านมา”

“ไปกันเถอะ จนท.เมธารี คอด ไปตามจับไอ้โจรคร้าม ศัตรูคู่รักคู่แค้นของเรากัน!!”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ ดังสวบๆ ขึ้นเป็นระยะตามจังหวะกึ่งเดินกึ่งวิ่งของชายหนุ่มที่กำลังหวาดผวาหนีอะไร บางอย่าง เหงื่อกาฬไหลหยดเป็นสายด้วยความเหนื่อยและร้อนอบอ้าวภายในป่า สายตาที่อยากเหลียวมองหลังใจจะขาดไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองไปเพื่อที่จะพบว่า มันกำลังตามมาอย่างใจเย็น ดั่งผู้ล่าที่ยิ้มเยาะให้แก่เหยื่ออันโอชะที่กำลังหมดแรง
......ไม่สิ....เขากำลังยิ้มย่อง หัวเราะเยาะในความน่าสมเพชที่ตนไม่สามารถจะออกไปจากชีวิตเขาได้.......

กล้ามรอบที่2ของตอนนี้ ระทวยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ร่างบางพยายามขยับขายาวทุกก้าวให้ได้ไกลที่สุด เร็วที่สุด และเงียบเชียบที่สุด
.......ไม่ว่าอย่างไร....เราต้องหนีเขาให้พ้น!
เสียงหาวดังขึ้นแทบจะข้างๆ ตัวเขา ไพรสะดุ้งเมื่อเห็นคนที่เขาหนีอย่างสุดความสามารถโผล่มาอยู่ข้างๆ ได้หน้าเฉย
“หาวววว”ร่างกำยำเปิดปากหาวหวอดๆ เยาะเย้ยร่างบางตรงหน้า “อุตส่าห์ให้โอกาสหนีแล้ว ยังหนีไม่พ้น เอ็งนี่มัน......”เขาละประโยคไว้แล้วหัวเราะดังลั่น
ใช่.......อาทิตย์ที่แล้ว ที่เขาโดนแกล้งสารพัด เหมือนกับหนูนาที่โดนแมวที่มองว่ามันเป็นของเล่นตะปบรั้งไว้ไม่ปล่อย ไอ้โจรป่าโรคจิตนี่แกล้งให้โอกาสเขาหลบหนีออกจากกระท่อมร้างนั่น หลอกให้ตายใจว่ามันหละหลวมไม่เฝ้าระวังตัวประกันอย่างเขาแล้วตามมาหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
บ้าที่สุดเลย! หลงนึกว่ามันจะเป็นคนดี!
ไพรได้แต่คิดแล้วกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ ริมฝีปากขบแน่น ไม่ทันได้เห็นว่าคร้ามเข้ามาประชิดตัวแล้วจับเขาเอาไว้ไม่ปล่อย
"ปล่อย! บอกให้ปล่อยไงล่ะไอ้โจรบ้า!"
“ปล่อย? ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ”โจรป่าหัวเราะอย่างไม่กลัวเกรง “ลูกกวางอันโอชะที่โผล่เข้ามาในถ้ำเสืออย่างเอ็งน่ะหรอ ที่ข้าจะปล่อยให้กลับไปง่ายๆ”
“ข้าจะหนีไปจากไอ้ชั่วช้าอย่างแกให้ได้ คอยดูนะ”
"หนี?!! ไอ้ใครหน้าไหนจะหนีไปจากไอ้โจรคร้ามไปได้?"เสียงใหญ่หัวเราะดังก้องป่า ก่อนเชยคางไพรขึ้นมามองอย่างเกรี้ยวกราด

"ข้าก็ให้โอกาสแล้วไงล่ะ ข้าน่ะใจดี อุตส่าห์ไม่ลงโทษอะไรที่เหยื่อบังอาจซุกซนหนีออกมาแล้วนะ แต่สุดท้าย...เอ็งก็หนีไปไหนไม่รอด กลับมาตายรังอยู่กับข้าในป่านี่!!"
"ข้าไม่ได้อยากกลับมาหาแก ไอ้โจรชั่ว! ไอ้สิงห์คร้าม! แกนั่นแหละที่หลอกให้ข้าตายใจแล้วก็มาลากข้ากลับไป! ปล่อยข้า ข้าจะกลับบ้าน!"

"น้ำหน้าอย่างเอ็งน่ะเรอะจะ มีปัญญาหนีไปจากข้าได้!"ร่างสูงออกแรงเพียงนิดเดียวก็โอบไพรเข้ามาประชิดตัวเอง หน้าเข้มซุกไซร้ไปยังซอกคอขาวๆ ของอีกฝ่ายให้ความรักใคร่ แม้ไพรจะขัดขืนแต่เพียงใดก็มิอาจต้านทานกำลังของโจรคร้ามได้ กลับกลายเป็นว่าท่าทีของเขาสร้างความสำราญให้แก่นายคร้าม ชำนาญฟันมากยิ่งขึ้น

"ข้ารักเอ็ง..."เสียงทุ้มหนักกล่าวเบาๆ ท่ามกลางป่าที่เงียบสงบ "เป็นของข้าเสียเถอะ..."
ใบหน้าของไพรแดงเสียยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศ เรี่ยวแรงที่เคยมีจะผลักไสให้ร่างอีกฝ่ายถอดห่างกลับหายไปเสียดื้อๆ

“.........ย..........ย........อย่ามาล้อเล่นน่ะ!! อย่างแกเนี่ยนะ.........อย่างแกเนี่ยนะ......”
เสียงหัวเราะยั่วดังกลบคำพูดของไพร “ตกใจจนถึงขนาดพูดอะไรไม่ออกเลยหรอฮึ” มือแกร่งโอบรัดเอวของร่างบางเข้ากับตัวเองแน่นพลางจุมพิตที่หน้าผากเบาๆ
.....เขาควรจะป้องกันตัวสิ อย่างเช่นต่อยอัพเปอร์คัท จระเข้ฟาดหาง หนุมานถวายแหวน จับทุ่ม กระบวนท่าพระกระโดดกำแพง หรือใช้ท่า RKO แบบใน WWE ที่พ่อชอบดู .....อะไรก็ได้......ตอบโต้สิ!!
แต่ร่างของเขากลับนิ่งสงบ....ยอมให้อีกฝ่ายกอดได้โดยง่าย
“ทำไม........”ดวงหน้างามของไพรแดงระเรื่อ “........ข้าน่ะ.....เป็นแค่ตัวประกันไม่ใช่รึไง............แล้ว........แล้วจะมา..ร....ร......”

รูปนี้นับว่ากล้ามก็ได้ แฮ่กกกกกกกกก
“รัก....”
“ไม่!!....”

ใช้รูปซ้ำ //โดนชก
ไพรตวาด สะบัดอีกฝ่ายออกห่างก่อนถอยหนี “อย่ามาแกล้งกันซะให้ยาก ข้าจะไม่หลงกลแกอีก!!”
........จะไม่เชื่อใจผู้ชายคนตรงหน้าอีกเด็ดขาด.................
แวบแรกที่เห็นคร้าม....ไพรยอมรับว่าตนเองเหมือนโดนแรงดึงดูดอะไรบางอย่างให้เผลอชอบคร้ามเข้า....ถ้าไม่นับว่าเขาเป็นโจรป่าที่เหี้ยมโหดแล้ว......เขาเป็นคนมีเสน่ห์มาก.....
มากจน......มากจน.....เขากำลังจะถอนตัวไม่ขึ้น
“หึ....ข้าแกล้งตรงไหน...เอ็งนั่นแหละที่เชื่ออะไรเป็นตุเป็นตะ”เสียงคร้ามเริ่มไม่พอใจ “ข้าไม่เคยหลอกว่าตัวเองไม่ใช่โจร ข้าแค่ไม่พูดว่าตัวเองเป็น และข้าไม่เคยปล่อยเจ้าออกมาเพราะแกล้งให้เจ้าหนี ที่ทำเพราะไม่อยากให้เจ้าอึดอัดตอนที่อยู่กับข้าก็เท่านั้น.....”
“และที่ข้าบอกรักเจ้า....ก็ไม่ได้ล้อเล่น”โจรป่าค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ลูกเศรษฐีด้วยความกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายตกใจ ก่อนกุมมืออีกฝ่ายไว้ “ข้าเห็นเจ้าครั้งแรก.....เห็นในฐานะของคนแปลกหน้า.....แต่เสี้ยววินาทีต่อมา...ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นของๆ ข้า.....ข้าต้องการเจ้า”

รูปนี้ติดเรท //โดนชก
ชั่วนาทีนั้นเองที่เหมือนโลกทั้งโลกว่างเปล่า ไพรไม่รับรู้อะไรอีกนอกจากคำว่ารักของคร้ามดังก้องอยู่ในหัว ไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงความรักด้วยการประกบปากจูบเบาๆ อย่างอ่อนโยนแม้ร่างกายของตนจะตอบสนองไปแล้วก็ตาม ร่างกายร้อนรุ่มเป็นไฟราวกับคนป่วยด้วยพิษไข้ แต่สำหรับเขาแล้ว เขาป่วยด้วยพิษจากอีกฝ่ายที่ไต่ลามจากปาก คอ อก ต่ำลงไป ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ดำดิ่งสู่ห้วงของทะเลลึกเรื่อยๆ...........
TO BE CONTINUED...
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตัดจบ!!!!
กรี้ดดดด บอกได้แค่คำเดียว บั่บแวร่ ระทวยกล้ามแม่กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกแม้จะมีแค่ 3 รูป(ก็ได้)
ขอบคุณซิวเว่ที่มาวาดรูปให้ เราจะรักและจิกใช้เธอต่อไป ♥ 5555555555
ได้รับการตอบรับดีผิดคาดสำหรับละครเรื่องนี้ ก็รู้สึกปลาบปลื้มจุยมากฮร่ะ *ปาดน้ำตาอย่างเซเล็บ*
ไม่คิดว่าจะมีคนชอบถึงขนาดนี้ ขอบคุณมากๆ สำหรับแรงเีชียร์นะครัฟ
ช่วงนี้มีหลายๆ รีเควสมา ไอ้เราก็ใจง่ายไปรับมันมาทำด้วยความเสี้ยน
ก็ขอบอกไว้ว่า ฟิคที่เราแต่งๆ นั้นอาจจะช้ามากและเหียกมากด้วยความขี้เกียจภาระที่เร่งรัดของเราที่จะต้องส่งก่อนวันที่ 10
แถมยังมีฟิคพิเศษของใครหลายๆ คน ทั้งที่เคยสครีมไปในทวิตหลักแล้วและยังเก็บเงียบเป็นความลับ
จะเป็นยังไงนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป จะพยายามปั่นทุกอย่างออกมาให้ดีๆ นะครัฟ
ขอบคุณลูกๆ ทุกคนที่โผล่ออกมาในตอนนี้ แม้ว่าบางคน(หรือทุกคน)จะไม่ตรงกับคาแร็คเตอร์เลยก็ตาม 55555
ถ้าใครไม่เก็ทว่าคนขายไข่เป็นใคร กรุณาไปตามหาในเอนทรี่ก่อนๆ ว่ามีใครชื่อแนวนี้บ้าง ท่านก็จะกระจ่างแจ้งเอง
ขอบคุณซิวเว่ สำหรับรูป
ขอบคุณกล้ามพ่อคร้าม ที่ทำให้เรายอมเขียนฟิคต่อมาจนถึงตอนนี้ ← จปส.หลักเลยนะเนี่ย
ขอบคุณทุกคนสำหรับกำลังใจ และแรงกดดัน 5555
ขอบคุณสปอนเซอร์

ถึงโซนประกาศ
ประกาศตามหานักแสดงต่อไปนี้สำหรับอนิเมเรื่องกินทาเมี่ยนด้วยครัฟ
- โอโทเซะ
- แคทเทอรีน
- ยามาซากิ (ฮิจิสว่างเสนอชื่อยามาสเวนกิมาแต่เราอยากได้อีก)
- ฮาเสะงาว่า
- โชกุนชอบถอดกุงเกงใน
สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้จนชาติหน้า